ศาลหลักเมือง
สถานที่ตั้ง
ใกล้สี่แยกบุ่งน้ำเต้า ตำบลบุ่งน้ำเต้า อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์
อยู่ห่างจากอำเภอหล่มสัก ๑๙ กิโลเมตร ตามเส้นทางหลวงหมายเลข ๒๑
ประวัติความเป็นมา
ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒ และสงครามเอเชียบูรพา กรุงเทพฯ
ถูกข้าศึกโจมตี ประชาชนต้องอพยพออกต่างจังหวัด จอมพล ป.พิบูลสงคราม
นายกรัฐมนตรีจึงมีนโยบายย้ายเมืองหลวงไปยังที่ปลอดภัย และได้เลือก
เพชรบูรณ์เป็นสถานที่ตั้งเมืองหลวง เพราะเป็นเมืองที่มีชัยภูมิเหมาะสม
มีภูเขาล้อมรอบมีทางออกทางเดียว ศัตรูรุกรานได้ยาก คณะรัฐมนตรีจึง
ได้ยกร่างพระราชกำหนดสร้างนครบาลขึ้น ชื่อว่า “พระราชกำหนดระเบียบ
การบริหารนครบาลเพชรบูรณ์ และสร้างพุทธบุรี พ.ศ. ๒๔๘๗” ต่อมา
วันที่ ๒๓ เมษายน ๒๔๘๗ จอมพล ป. พิบูลสงครามได้ทำพิธีฝัง
เสาหลักเมือง จากนั้นมีหน่วยงานต่าง ๆ จากส่วนกลางได้ย้ายมาหลายหน่วยงาน
เช่น กระทรวงการคลัง ตั้งอยู่ที่ถ้ำฤาษีสมบัติ ตำบลบุ่งน้ำเต้า อำเภอหล่มสัก
เป็นสถานที่เก็บพระคลังสมบัติ โรงเรียนนายร้อย จปร. ตั้งอยู่ที่บ้านป่าแดง
อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ กระทรวงศึกษาธิการ ตั้งอยู่ที่บ้านหนองแส
ตำบลบุ่งคล้า อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์
วันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๔๘๗ สภาผู้แทนราษฏรลงมติไม่อนุมัติ
พระราชกำหนดระเบียบการบริหารนครบาลเพชรบูรณ์ พุทธบุรี
พ.ศ. ๒๔๘๗ จอมพลป.พิบูลสงคราม ได้ยื่นใบลาออกจากตำแหน่ง
เมื่อวันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๔๘๗ นครบาลเพชรบูรณ์จึงเป็นอันสิ้นสุดลง
หน่วยราชการต่าง ๆ จึงต้องย้ายกลับกรุงเทพฯ
ความสำคัญต่อชุมชน
ศาลหลักเมืองหลวงนครบาลเพชรบูรณ์ เป็นสถานที่สำคัญทาง
ประวัติศาสตร์ของชาวเพชรบูรณ์ แสดงหลักฐานการย้ายเมืองหลวง
มาอยู่ที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ประชาชนชาวจังหวัดเพชรบูรณ์ให้ความเคารพบูชา
ถือว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง
ลักษณะทางสถาปัตยกรรม
หลักเมือง เป็นเสาไม้เนื้อแข็ง ลักษณะเสาหัวเม็ดทรงมันตั้งอยู่ภายใน
ศาลหลักเมืองศาลหลักเมือง อาคารเดิมเป็นอาคารไม้จตุรมุข ตั้งอยู่บนเนินดิน
ปัจจุบันได้รื้อถอนแล้วอาคารใหม่เป็นอาคารจตุรมุขยอดปรางค์แบบขอม
และมีรูปแบบศิลปะสมัยอยุธยาและรัตนโกสินทร์
เส้นทางเข้าสู่ศาลหลักเมืองหลวง
ใช้เส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๒๑ ห่างจากอำเภอหล่มสัก ๑๙ กม.
ใกล้สี่แยกบุ่งน้ำเต้า ห่างจากสี่แยกบุ่งน้ำเต้าประมาณ ๑๐๐ เมตร
ที่มา : http://kanchanapisek.or.th/oncc-cgi/text.cgi?no=1696









